การมีเว็บไซต์ที่สวยงามและใช้งานได้ในวันที่เปิดตัวถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหลังจากเว็บไซต์ออนไลน์แล้ว ยังมีส่วนที่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบ WordPress ธีม ปลั๊กอิน ความปลอดภัย การสำรองข้อมูล และเนื้อหาภายในเว็บไซต์
สำหรับธุรกิจที่ไม่มีทีมงานด้านเว็บไซต์โดยเฉพาะ บริการรับดูแลเว็บไซต์ WordPress จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถมีผู้ดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องจัดการรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมดด้วยตัวเอง
ทำไมเว็บไซต์ WordPress จึงต้องได้รับการดูแล
WordPress เป็นระบบที่มีการพัฒนาและอัปเดตอยู่เป็นระยะ รวมถึงธีมและปลั๊กอินที่นำมาใช้งานก็อาจมีการอัปเดตเวอร์ชันเช่นกัน
หากปล่อยเว็บไซต์ไว้นานโดยไม่ตรวจสอบ อาจเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ฟังก์ชันบางส่วนทำงานผิดปกติ หน้าเว็บแสดงผลไม่สมบูรณ์ หรือส่วนเสริมบางตัวไม่สามารถทำงานร่วมกับระบบเวอร์ชันใหม่ได้
การดูแลเป็นระยะจึงช่วยให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้เข้าชมในวงกว้าง
อัปเดต WordPress และส่วนประกอบต่าง ๆ
หนึ่งในงานพื้นฐานของการดูแลเว็บไซต์คือการตรวจสอบเวอร์ชันของ WordPress ธีม และปลั๊กอิน
อย่างไรก็ตาม การอัปเดตไม่ควรทำโดยไม่ตรวจสอบ เพราะบางกรณีการอัปเดตส่วนประกอบหนึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของส่วนอื่น
จึงควรตรวจสอบความเข้ากันได้ และหากเว็บไซต์มีความสำคัญต่อธุรกิจ ควรมีการสำรองข้อมูลก่อนดำเนินการอัปเดตที่สำคัญ
สำรองข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ข้อมูลบนเว็บไซต์มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ ข้อมูลบริการ หรือข้อมูลการตั้งค่าระบบ
การสำรองข้อมูลเป็นประจำช่วยให้มีข้อมูลสำหรับกู้คืนเว็บไซต์เมื่อเกิดปัญหา เช่น การอัปเดตผิดพลาด ไฟล์เสียหาย หรือเว็บไซต์ทำงานผิดปกติ
ควรกำหนดรอบการสำรองข้อมูลให้เหมาะกับความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์ และไม่ควรเก็บข้อมูลสำรองไว้ในตำแหน่งเดียวกับเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว
ตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่เปิดให้บริการตลอดเวลามีโอกาสพบปัญหาด้านความปลอดภัยได้ จึงควรมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
แนวทางพื้นฐาน เช่น ใช้ระบบและส่วนเสริมที่ได้รับการดูแล อัปเดตซอฟต์แวร์เมื่อเหมาะสม ใช้รหัสผ่านที่มีความปลอดภัย และตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบ
การดูแลด้านความปลอดภัยไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ผิดปกติได้ดีขึ้น
ตรวจสอบหน้าเว็บไซต์หลังการอัปเดต
หลังจากอัปเดต WordPress หรือปลั๊กอินแล้ว ควรตรวจสอบหน้าเว็บไซต์ที่สำคัญ เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงเวอร์ชันอาจทำให้ฟังก์ชันบางอย่างทำงานผิดปกติ
หน้าที่ควรตรวจสอบเป็นประจำ ได้แก่ หน้าแรก หน้าบริการ แบบฟอร์มติดต่อ เมนู เว็บไซต์บนมือถือ และหน้าที่มีฟังก์ชันเฉพาะ
การตรวจสอบเหล่านี้ช่วยให้พบปัญหาได้เร็วและลดโอกาสที่ลูกค้าจะพบข้อผิดพลาดก่อนทีมงาน
ดูแลความเร็วของเว็บไซต์
เมื่อเว็บไซต์มีเนื้อหา รูปภาพ และส่วนเสริมเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพของเว็บไซต์อาจเปลี่ยนแปลงได้
จึงควรตรวจสอบความเร็วเป็นระยะ และพิจารณาปรับขนาดรูปภาพ ลดส่วนประกอบที่ไม่จำเป็น รวมถึงตรวจสอบปลั๊กอินที่ติดตั้งอยู่
เว็บไซต์ที่ทำงานได้รวดเร็วและตอบสนองได้ดีช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกมากขึ้น
อัปเดตเนื้อหาให้เป็นปัจจุบัน
การดูแลเว็บไซต์ไม่ได้มีเพียงเรื่องทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลที่ผู้เข้าชมเห็นด้วย
หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงบริการ ราคา ช่องทางติดต่อ ที่อยู่ หรือข้อมูลอื่น ๆ ควรปรับปรุงบนเว็บไซต์ให้ตรงกับข้อมูลปัจจุบัน
เว็บไซต์ที่มีข้อมูลเก่าหรือช่องทางติดต่อที่ไม่สามารถใช้งานได้ อาจทำให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจผิดและส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
ตรวจสอบแบบฟอร์มและช่องทางติดต่อ
แบบฟอร์มติดต่อเป็นหนึ่งในฟังก์ชันสำคัญของเว็บไซต์ธุรกิจ เพราะเป็นช่องทางที่ลูกค้าใช้ส่งข้อมูลเข้ามา
จึงควรทดสอบเป็นระยะว่าสามารถส่งข้อมูลได้จริง อีเมลแจ้งเตือนถูกส่งถึงผู้รับ และไม่มีปัญหาที่ทำให้ข้อความของลูกค้าตกหล่น
นอกจากแบบฟอร์มแล้ว ควรตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ อีเมล ปุ่ม LINE และลิงก์ Social Media ว่ายังถูกต้องด้วย
การดูแลช่วยให้เว็บไซต์พร้อมรองรับ SEO
เว็บไซต์ที่มีปัญหาหน้าเสีย ลิงก์ใช้งานไม่ได้ หรือโหลดช้า อาจสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีแก่ผู้ใช้งาน
การตรวจสอบเว็บไซต์เป็นระยะจึงมีส่วนช่วยรักษาคุณภาพทางเทคนิคที่สำคัญต่อการทำ SEO เช่น การตรวจสอบลิงก์เสีย การแสดงผลบนมือถือ ความเร็ว และการเข้าถึงหน้าเว็บ
อย่างไรก็ตาม การดูแลทางเทคนิคเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ SEO ยังต้องพัฒนาด้านเนื้อหาและองค์ประกอบอื่นควบคู่กันไป
เหมาะกับธุรกิจที่ไม่มีทีมเว็บไซต์โดยเฉพาะ
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากสามารถจัดการเนื้อหาพื้นฐานบน WordPress ได้ แต่เมื่อเกิดปัญหาทางเทคนิคอาจไม่ทราบว่าควรตรวจสอบจากส่วนใด
การมีผู้ดูแลเว็บไซต์จึงช่วยแบ่งเบาภาระในส่วนที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง และทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถให้ความสำคัญกับงานหลักของบริษัทได้มากขึ้น
เลือกบริการดูแลเว็บไซต์อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ
ก่อนเลือก บริการรับดูแลเว็บไซต์ WordPress ควรสอบถามขอบเขตงานให้ชัดเจนว่าให้บริการอะไรบ้าง เช่น การอัปเดตระบบ การสำรองข้อมูล การตรวจสอบความปลอดภัย การแก้ไขปัญหา หรือการอัปเดตเนื้อหา
นอกจากนี้ควรสอบถามรอบการดูแล ระยะเวลาการตอบกลับเมื่อเกิดปัญหา และเงื่อนไขในการแก้ไขงานเพิ่มเติม เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจขอบเขตการให้บริการตรงกัน
สรุป
เว็บไซต์ WordPress ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้หลังจากสร้างเสร็จ เพราะระบบและข้อมูลต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและปรับปรุงตามเวลา
บริการรับดูแลเว็บไซต์ WordPress สามารถช่วยดูแลตั้งแต่การอัปเดตระบบ สำรองข้อมูล ตรวจสอบความปลอดภัย เช็กฟังก์ชันต่าง ๆ ไปจนถึงการดูแลข้อมูลบนเว็บไซต์ให้เป็นปัจจุบัน
เมื่อเว็บไซต์ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาที่กระทบต่อผู้ใช้งาน และทำให้เว็บไซต์พร้อมทำหน้าที่เป็นช่องทางสำคัญของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมต้องดูแลเว็บไซต์ WordPress หลังสร้างเสร็จ?
เพราะ WordPress ธีม และปลั๊กอินมีการอัปเดต รวมถึงเว็บไซต์อาจมีการเพิ่มข้อมูลและฟังก์ชันใหม่ การดูแลช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
ควรสำรองข้อมูลเว็บไซต์บ่อยแค่ไหน?
ควรกำหนดตามความถี่ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล หากเว็บไซต์มีการเพิ่มข้อมูลเป็นประจำก็ควรมีรอบสำรองข้อมูลที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ
การอัปเดต WordPress ทำให้เว็บไซต์มีปัญหาได้หรือไม่?
มีโอกาสในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อธีมหรือปลั๊กอินบางตัวไม่เข้ากัน จึงควรสำรองข้อมูลและตรวจสอบระบบหลังการอัปเดต
บริการดูแลเว็บไซต์รวมการแก้ไขเนื้อหาหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับขอบเขตของแต่ละบริการ จึงควรสอบถามรายละเอียดก่อนใช้บริการว่า รวมการแก้ไขหรืออัปเดตเนื้อหาในระดับใด
เว็บไซต์ที่ทำ SEO จำเป็นต้องมีคนดูแลหรือไม่?
ควรมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเทคนิคและเนื้อหา โดยเฉพาะเว็บไซต์ธุรกิจที่ต้องการรักษาประสิทธิภาพและพัฒนาการเข้าถึงจาก Search Engine ในระยะยาว
